WORLD4  Thailand

หมวดหมู่: บทวิเคราะห์
BAYบล.กรุงศรี : Money Wizard
Daily Strategy 
" รอปัจจัยใหม่ " 
          ตลาดหุ้นวานนี้ : SET Index แกว่งตัวแคบปิดบวก 0.70 จุด (+0.04%) ที่ระดับ 1,671 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 4.4 หมื่นล้านบาท จากแรงขายทำกำไรระยะสั้นหลังดัชนีดีดตัวขึ้นตอบรับคาดการณ์ FED ปรับลดอัตราดอกเบี้ยมาแล้วก่อนหน้านี้ ประกอบกับความกังวล Trade war ระหว่างสหรัฐ-จีนที่ยังไม่มีความคืบหน้า นอกจากนี้สหรัฐขู่จะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มอีก 3 แสนล้านดอลลาร์ ทั้งนี้นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 769 ล้านบาท และซื้อสุทธิในตลาดพันธบัตร 2,698 ล้านบาท อีกทั้ง Net Long TFEX 4,979 สัญญา
          แนวโน้มตลาดหุ้นวันนี้: มุมมองเป็นกลางคาด SET Index แกว่งตัว 1,665 - 1680 จุด โดยแม้ว่า Fund Flow ต่างชาติที่ยังคงไหลเข้าต่อเนื่องจากคาดการณ์ Fed ปรับลดดอกเบี้ยลงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจรวมถึงตัวเลขเงินเฟ้อที่อ่อนแอซึ่งเป็นบวกต่อภาวะการลงทุน อย่างไรก็ตามราคาน้ำมันดิบที่ทรุดตัวลงแรงหลังตัวเลขสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐเพิ่มขึ้น 2.2 ล้านบาร์เรล รวมถึงความกังวล Demand ที่จะลดลงจากผลกระทบ Trade war จะเป็นแรงกดดันต่อกลุ่มพลังงานรวมถึงดัชนี นอกจากนี้สถานการณ์ Trade war ระหว่างสหรัฐ-จีนที่ยืดเยื้อและต้องรอความคืบหน้าการเจรจาในการประชุม G20 ช่วง 27 - 28 มิ.ย. จะเป็นอีกปัจจัยที่กดดัชนีให้อ่อนตัวลง  
กลยุทธ์การลงทุน : Selective Buy 
          - กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากภาวะการเมืองชัดเจน (AMATA, WHA, STEC, CK) 
          - กลุ่ม Domestic Play  (AOT, TTW, CPALL, BEM, BTS, BDMS , EA , BGRIM , TPCH )  
          - หุ้นที่คาดว่าจะได้เข้าคำนวณ SET 50 รอบใหม่ (OSP, SAWAD) ส่วน SET 100 (OSP, JAS, JMT, ITD) 
          หุ้นแนะนำวันนี้: CENTEL (ปิด 36.25 ซื้อเก็งกำไร/เป้า 45) ราคาหุ้นลดลงมาแล้วกว่า 23% ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาทำให้ Down side ที่ราคาหุ้นจะลดลงอีกเริ่มจำกัด ขณะที่ Valuation เริ่มถูกเมื่อเทียบกับกลุ่มโดยมี PE ซื้อขายที่ 23 เท่า เทียบกับ MINT 42 เท่าและ ERW 34 เท่า, TPCH (ปิด 10.6 ซื้อ/เป้า 12) แนะนำให้ทยอยสะสม TPCH เนื่องจากคาดผลกำไรจะทยอยเร่งตัวขึ้นตั้งแต่ 4Q19 จากการเปิด COD โรงไฟฟ้าใหม่ 3 แห่งกำลังผลิตประมาณ 40MW ส่งผลให้กำลังการผลิตรวมเพิ่มขึ้นเป็น 100MW ขณะที่ราคาหุ้นค่อนข้าง Laggard เมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าอื่นในกลุ่ม
          KSS report วันนี้ : Property sector 
ประเด็นสำคัญวันนี้ : 
          (-) กลุ่มธุรกิจน้ำมัน - ยังถูกกดดันจากราคาน้ำมันดิบที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผลประกอบการมีแนวโน้มหดตัวทั้ง QoQ และ YoY : วานนี้ราคาน้ำมันดิบ WTI ร่วงแรงอีกกว่า 2.13 $ (-4%) ปิดที่ระดับ 51.14 $/bbl ต่ำสุดในรอบ 4 เดือน หลังจาก EIA รายงานสต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 2 อีก 2.2 ล้านบาร์เรล สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลง 481,000 บาร์เรล ราคาน้ำมันดิบที่ลดลงดังกล่าวจะกดดันให้ผลกำไรของธุรกิจน้ำมันในช่วง 2Q19 หดตัวทั้ง QoQ และ YoY โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรฯที่อาจจะต้องบันทึกผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันดิบอีกครั้ง เนื่องจากปัจจุบันราคาน้ำมันดิบ Dubai ซึ่งเป็นราคาอ้างอิงของกลุ่มธุรกิจน้ำมันลดลงมาที่ระดับ 60$/bbl ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับราคา ณ สิ้น 1Q19 ที่ระดับ 67$/bbl แล้ว 
          (+) อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐปรับตัวลง หนุนความเป็นไปได้ที่เฟดจะลดดอกเบี้ยเพิ่มมากขึ้น : สหรัฐรายงานตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน พ.ค.ซึ่งเป็นหนึ่งในดัชนีอ้างอิงอัตราเงินเฟ้อของเฟด พบว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) ลดลงเป็น 1.8% จาก 2% ในเดือน เม.ย. ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core inflation) ลดลงเป็น 2% จาก 2.1% อัตราเงินเฟ้อที่ทยอยลดลง และตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่หดตัวจากผลกระทบของ Trade war มากขึ้นจะช่วยกดดันให้เฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ยส่งผลบวกต่อทิศทาง Fund Flow ต่างชาติที่น่าจะไหลเข้ากลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทยเพิ่มมากขึ้น โดยเฟดจะประชุมกันในช่วงวันที่ 18-19 มิ.ย.19 เราคาดว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 2.5% ตามเดิม แต่จะส่งสัญญาณลดอัตราดอกเบี้ยลงในช่วงครึ่งปีหลังผ่านการปรับลด Dot plot ซึ่ง CME Group คาดความเป็นไปได้ที่เฟดจะลดดอกเบี้ยเร็วสุดจะอยู่ในช่วงเดือน ก.ค.  
          (+/-) สัปดาห์หน้าติดตาม สหรัฐทำประชาพิจารณ์การปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนมูลค่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ : เดิมสหรัฐไม่สามารถปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนมูลค่า 3 แสนล้านเหรียญได้ทันทีเพราะจะต้องจัดทำประชาพิจารณ์ หรือ Public hearing กับประชาชนเสียก่อน ซึ่งสหรัฐมีกำหนดจะทำ Public hearing สำหรับภาษีดังกล่าวในวันจันทร์ที่ 17 มิ.ย.นี้ นั่นหมายความว่าภายหลังจากวันดังกล่าวสหรัฐจะสามารถปรับขึ้นภาษีจากจีนได้ทุกเมื่อ อย่างไรก็ตาม โดนัล ทรัมป์ ระบุว่าสหรัฐจะยังไม่ขึ้นภาษีจากจีนโดยจะรอตัดสินใจอีกครั้งหลังได้ประชุมร่วมกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ในการประชุม G20 ในช่วง 28-29 มิ.ย.เสียก่อน 
          
          นักวิเคราะห์ ปัจจัยพื้นฐาน :
          อาทิตย์ จันทร์สว่าง Registration No.16475 
          นักวิเคราะห์ เทคนิค และ นักกลยุทธ์:
          ชัยยศ จิวางกูร Registration No. 15942
          ผู้ช่วยนักวิเคราะห์:
          ยุภาวณี เล้าตระกูลชัย
          ณัฐกานต์ โพธิ์ศรี 
บล.กรุงศรี : Stock of the town
แนวโน้ม : Buy on dip 
SET           1,671.11
(+0.70 จุด) Vol. 44,225
แนวรับ    1,665 / 1,660
แนวต้าน   1,675 / 1,680 
ระยะสั้น 
          ซื้อเล่นรีบาวด์ช่วงอ่อนตัวบริเวณแนวรับ 1,665 จุด โดยมีจุด Cut loss หาก SET หลุด 1,660 จุด 
ระยะกลาง - ยาว 
          ทยอยขายปิดรอบบริเวณโซน High เดิม 1,680 จุด
          SET ยังคงแกว่งตัวขึ้นในรูปแบบกลับตัว U shape และยืนเหนือเส้น EMA 10 วันได้ต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามระยะสั้นเริ่มเห็นสัญญาณพักตัวหลังเครื่องมือ MACD + RSI เริ่มอ่อนแรงลง ประกอบกับ Volume ซื้อ/ขายที่บางลงเหลือเพียง 4.4 หมื่นลบ.ซึ่งจะเป็นตัวถ่วงให้ดัชนีผันผวนได้ง่าย ดังนั้นประเมินว่า SET จะพักตัวในกรอบ 1,665 - 1,680 จุด ทั้งนี้แนะนำรอซื้อเล่นรีบาวด์ช่วงอ่อนตัว  
หุ้นแนะนำทางเทคนิค
          
BCH
ราคาปิด          16.80
แนวรับ           16.60
แนวต้าน  17.20 , 17.60
Cut loss        16.30 
          กราฟเป็นขาขึ้น Sideway up และราคาดีดตัวขึ้นยืนเหนือเส้น EMA 10 วันได้อีกครั้ง พร้อมกับเครื่องมือ MACD + RSI ชี้ขึ้นเป็นสัญญาณเชิงบวก จึงคาดว่าจะปรับตัวขึ้นต่อได้   
JKN
ราคาปิด           8.25
แนวรับ            8.15
แนวต้าน    8.50 , 8.75
Cut loss         8.00 
          กราฟกลับตัวขึ้นเป็น W shape และราคายืนเกาะเส้น EMA 10 วันได้ตลอด อีกทั้งเครื่องมือ MACD + RSI ชี้ขึ้นเป็นสัญญาณซื้อซึ่งเป็นแรงหนุนให้มีโอกาสปรับขึ้นได้   
          นักวิเคราะห์:
          ชัยยศ จิวางกูร Registration No. 15942