WORLD4  Thailand

หมวดหมู่: บทวิเคราะห์
Asia Plus Group Holdingบล.เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ : บทวิเคราะห์ตลาดหุ้นรายวัน
กลยุทธ์การลงทุน      
วันพฤหัสบดีที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2562
ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับลดลง ส่งผลให้ฝ่ายวิจัยต้องปรับลดประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียนลงจากประมาณการเดิม 2.25% โดยให้ค่า EPS ปี 2562 ใหม่อยู่ที่ 103.32 บาท/หุ้นผลข้างเคียงจากการปรับลดประมาณการทำให้ค่า PER ปรับขึ้นไปเหนือ 16 เท่า ซึ่งจะทำให้การไหลเข้าของ Fund Flow เริ่มชะลอตัว เลือกหุ้นที่มีความปลอดภัยในทางปัจจัยพื้นฐาน และมีปัจจัยบวก หรือ Dividend Yield ที่ดีหนุน Top Picks วันนี้ได้แก่ SCCC(FV@B 269) และ RS(FV@B 22.10)
                 SET Index    1,671.11
        เปลี่ยนแปลง (จุด)    0.70
        มูลค่าการซื้อขาย (ล้านบาท)    44,225
            
ย้อนรอยตลาดหุ้นไทย … แกว่งทรงตัวตลอดวัน
วานนี้ ตลาดหุ้นไทยแกว่งตัวในกรอบแคบ จากช่วงที่ผ่านมา SET Index ปรับตัวขึ้นมารวดเร็วจนทะลุ 1670 จุด ซึ่งใกล้เคียงกับช่วงเวลาก่อนที่สงครามการค้ารอบใหม่จะประทุขึ้น คาด Upside ค่อนข้างจำกัด จึงทำให้ปิดที่ระดับ 1671.11 จุด เพิ่มขึ้น 0.70 จุด (+0.04%) มูลค่าการซื้อขาย 4.41 หมื่นล้านบาท โดยกลุ่มที่หนุนตลาด คือ กลุ่มสื่อสารเช่น ADVANC(+0.77%) DTAC(+2.45%)  TRUE(+2.88%) INTUCH(+1.28%) กลุ่มค้าปลีกเช่น BEAUTY(+5.74%) BJC(+3.14%) ROBINS(+1.33%) แต่โดนกดดันจากกลุ่มพลังงานเช่น EA(-0.93%) PTT(-1.05%) PTTEP(-0.39%) TOP(-0.41%) รวมถึงหุ้นขนาดใหญ่เช่น BEM(-5.00%) PTTGC(-1.19%) และ IVL(-1.05%) เป็นต้น
ฝ่ายวิจัยได้ข้อสรุปเรื่องการปรับประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียนปี 2562 โดยปรับลดลง 2.25% จากประมาณการเดิม ได้ตัวเลขกำไรสุทธิใหม่อยู่ที่ 1.03 ล้านล้านบาท คิดเป็น EPS ที่ 103.32 บาทต่อหุ้น ทั้งนี้เป็นผลมาจากการปรับลดสมมุติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบลง จากเดิม 65 เหรียญฯ/บาร์เรล มาอยู่ที่ 60 เหรียญฯ/บาร์เรล พร้อมกันนี้ได้ปรับ Spread ของสินค้าปิโตรเคมีทุกประเภทลง 50 เหรยีญฯ/ตัน และ ค่าการกลั่นปรับลดจากเฉลี่ย 6 เหรียญฯ/บาร์เรล มาอยู่ที่ 4.5 เหรียญฯ/บาร์เรล เห็นได้ว่าการปรับลดลงของประมาณการในรอบนี้มีสาเหตุมาจากการปรับตัวลดลงของราคาสินค้าโภคภัณฑ์เป็นหลัก ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงมาจากสถานการณ์สงครามการค้า ผลสืบเนื่องประการหนึ่งของการปรับลด EPS ของบริษัทจดทะเบียน ก็คือการทำให้ค่า PER ของตลาดหุ้นไทยสูงขึ้น โดยที่ SET Index ปัจจุบันให้ค่า PER  สูงกว่า 16 เท่า ซึ่งที่บริเวณดังกล่าวน่าจะทำให้การไหลเข้าของ Fund Flow ชะลอตัวลง และทำให้ Upside ในระยะสั้นอยู่ในระดับที่จำกัดบริเวณ 1680 จุด กลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้ยังเลือกหุ้นที่มีความปลอดภัยในเชิงปัจจัยพื้นฐาน และมีปัจจัยบวก หรือ Dividend Yield ที่สูงเป็นแรงหนุน วันนี้เลือก SCCC  กลับเข้ามาเป็น Top Pick อีกที่หลังจากราคาหุ้นปรับตัวลดลงมาจนให้ Dividend Yield เข้าใกล้ 4% และมี Upside ราว 18% ส่วนอีกบริษัทหนึ่งยังเป็น  RS ตามเดิม
สงครามการค้าสหรัฐ-จีนน่าจะยืดเยื้อ หนุนทั่วโลกเดินหน้าใช้นโยบายการเงินผ่อนคลาย 
สงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนมีแนวโน้มยืดเยื้อ หลังจากมีกระแสข่าวว่าการประชุมสุดยอดผู้นำ G20 ระหว่างวันที่ 28-29 มิ.ย. 2562 ที่ประเทศญี่ปุ่น ตลาดคาดว่าการพบปะนอกรอบระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์สหรัฐและประธานาธิบดี สี จิ้นผิงจะยังไม่ได้ข้อสรุป หรือทั้ง 2 ฝั่งอาจจะไม่ได้พบปะกัน  จากเดิมคาดว่าทั้ง 2 ฝั่งจะเจรจาประนีประนอมกัน     และล่าสุด วานนี้ประธานาธิบดี ทรัมป์เผยว่าจะยังไม่มีการทำข้อตกลงใดๆกับจีนเพิ่มเติม จนกว่าจีนจะบรรลุข้อตกลงที่ทำไว้กับสหรัฐตั้งการเจรจาในช่วงต้นปี  ทำให้ตลาดตีความว่าสงครามการค้าจะยังยืดเยื้อต่อไป
ผลกระทบของสงครามการค้าที่ยืดเยื้อดังกล่าว ยังเป็นปัจจัยที่คอยกดดันตลาดหุ้นโลก ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกในปี 2562 ชะลอตัวลงอย่างชัดเจน และทำให้ธนาคารกลางในหลายประเทศเริ่มหันกลับมาดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลาย อาทิ สหรัฐ ล่าสุดความเห็นของประธาน Fed (Jerome Powell) ส่งสัญญาณชัดเจนถึงการเปิดโอกาสลดดอกเบี้ยนโยบายจากปัจจุบันอยู่ที่ 2.5% หลังจากดัชนีชี้นำเศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัว อาทิ  PMI ภาคการผลิต เดือน พ.ค. อยู่ที่ 50.6 จุด  แตะระดับต่ำสุดในรอบ 3 ปี และอัตราเงินเฟ้อ วานนี้ เดือน พ.ค. ขยายตัว 1.8%yoy ชะลอลงจากเดือน เม.ย. ที่ขยายตัว 2.0% และต่ำกว่าที่ Fed ตั้งเป้าหมายไว้ ผลจากราคาสินค้าหมวดพลังงานปรับตัวลดลง ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับฐาน ตอกย้ำความคาดหวัง Fed  มีโอกาสลดดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้  โดยให้น้ำหนักไปที่การประชุมในรอบปลายปีคือ รอบ ก.ย. จากผลสำรวจของ  Bloomberg คาดโอกาสลดดอกเบี้ยลง 0.25% โอกาสอยู่ที่ 93.9% และ ธ.ค. โอกาสลดมากที่สุดราว 98.2%  แต่การประชุมที่จะถึง 18-19 มิ.ย.ตลาดคาดจะยังคงดอกเบี้ยที่เดิม แต่น่าจะส่งสัญญาณถึงทิศทางดอกเบี้ยที่ชัดเจนขึ้น 
ขณะที่หลายประเทศในเอเชียนับตั้งแต่ต้นปี 2562 เริ่มลดดอกเบี้ยแล้ว  เริ่มจากนิวซีแลนด์ (ลดครั้งแรกในรอบ 2 ปี 6 เดือน), ออสเตรเลีย (ลดครั้งแรกในรอบ 2 ปี 10 เดือน), อินเดีย (ลดไปแล้ว 3 ครั้ง), มาเลเซีย (ลดครั้งแรกในรอบ 2 ปี 10 เดือน), ฟิลิปปินส์ (ลดครั้งแรกในรอบ 2 ปี 11 เดือน)  และล่าสุด วานนี้ เกาหลีใต้และอินโดนีเซียเป็น 2 ประเทศล่าสุดที่ออกมาส่งสัญญาณธนาคารกลางของทั้ง 2 ประเทศอาจจะใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายหรือ ลดดอกเบี้ยหากมีความจำเป็น  ถือเป็นการตอกย้ำว่าดอกเบี้ยโลกกำลังเข้าสู่วัฎจักรขาลง ซึ่งจะกระตุ้นให้นักลงทุนย้ายเงินลงทุนจากสินทรัพย์เสี่ยงเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น อาทิ ทองคำ, พันธบัตร
สต็อกน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นติดต่อ 2 สัปดาห์และมากกว่าคาด กดดันราคาน้ำมันปรับฐาน 
ราคาน้ำมันดิบโลกปรับฐานแรง หลังจากวานนี้สำนักสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ(EIA) รายงานสต็อกน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นราว  2.2 ล้านบาร์เรล สวนทางกับที่ตลาดคาดจะลดลง   3.8  แสนบาร์เรล  และถือเป็นการเพิ่มขึ้นติดต่อกัน 2 สัปดาห์  โดยล่าสุด เดือน พ.ค.  สหรัฐยังผลิตน้ำมันสูงสุดเป็นอันดับ 1 ของโลกราว 12.3 ล้านบาร์เรล/วัน รองลงมาคือ รัสเซียผลิต  11.11 ล้านบาร์เรล/วัน และซาอุดีอาระเบียผลิต 9.65 ล้านบาร์เรล/วัน อย่างไรก็ตามเชื่อว่าปัญหา Over  Supply น้ำมันจะผ่อนคลายลงจากความคาดหวังการยืดระยะเวลาในควบคุมการผลิตน้ำมันตามข้อตกลง OPEC และ Non OPEC  ที่ทำสัญญา ล่าสุด ธ.ค. 2561 จะตัดลดการผลิตถึงกลางปี 2562 ที่ 1.2 ล้านบาร์เรล/วัน) ซึ่งให้น้ำหนักการประชุม OPEC ที่ กรุงเวียนนา  วันที่ 3-4 ก.ค.  ขณะที่ฝั่งความต้องการบริโภคน้ำมันโลก(Demand) คือ มีแนวโน้มลดลงตามเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวจากผลกระทบของสงครามการค้าสหรัฐ-จีนที่ยังยืดเยื้อดังกล่าว 
โดยรวมราคาน้ำมันดิบดูไบปรับลดลงราว  21.1% จากจุดสูงสุดของปีวันที่ 24 เม.ย.2562   ล่าสุดราคาปิดวานนี้อยู่ที่  56.99 เหรียญต่อบาร์เรล (เฉลี่ยนับตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่  64.5 เหรียญ)  และมีโอกาสไปแตะ 50 เหรียญฯ  เทียบกับสมมติฐานที่  ASPS คาด 60 เหรียญ ในปี 2562 และนับจากปี 2563  เป็นต้นไปคาดที่ 65 เหรียญฯ  โดยระยะสั้นยังแนะนำชะลอการลงในหุ้นกลุ่มน้ำมันและกลุ่มปิโตรเคมี        
อย่างไรก็ตาม สมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบใหม่ที่ 60 เหรียญในปีนี้   ได้รองรับการปรับตัวลงของน้ำมันในระดับหนึ่งแล้ว    โดยราคาน้ำมันเฉลี่ยตั้งแต่ต้นปีล่าสุดอยู่ที่ 64.62 เหรียญ ซึ่งหากจะให้ราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปีเป็นไปตามสมมติฐานที่ 60 เหรียญ  ราคาน้ำมันในช่วงที่เหลือของปีจะต้องเฉลี่ยอยู่ที่ 56.4 เหรียญฯ ซึ่งเป็นระดับที่มี Downside จำกัด    ดังนั้นกลยุทธการลงทุนระยะยาว ASPS จึงแนะนำหาจังหวะเข้าไปทยอยสะสมหุ้นน้ำมันที่ราคาเริ่มมี upside เปิดกว้าง และให้ผลตอบแทนจาก Dividend Yield สูง   (รายละเอียดดังตาราง) 
Fund Flow เริ่มไหลออกจากตลาดหุ้นในภูมิภาค และซื้อหุ้นไทยลดลง
วานนี้ตลาดหุ้นฟิลิปปินส์หยุดทำการ 1 วัน อย่างไรก็ตามตลาดหุ้นในภูมิภาคอื่นๆ ยังคงเปิดทำการปกติ โดยภาพรวมต่างชาติสลับมาขายหุ้นในภูมิภาคเป็นวันแรกด้วยมูลค่า 161 ล้านเหรียญ (หลังจากซื้อสุทธิติดต่อกัน 3 วัน) และเป็นการขายสุทธิเกือบทุกประเทศ คือ ไต้หวันถูกขายสุทธิ 117 ล้านเหรียญ (หลังจากซื้อสุทธิ 2 วัน) ตามด้วยเกาหลีใต้ 54 ล้านเหรียญ (หลังจากซื้อสุทธิ 3 วัน) อินโดนีเซีย 13 ล้านเหรียญ (หลังจากซื้อสุทธิ 4 วัน) ยกเว้นตลาดหุ้นไทยที่ต่างชาติซื้อสุทธิ แต่แรงซื้อลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัดเหลือเพียง 24 ล้านเหรียญ หรือ 768 ล้านบาท สวนทางกับสถาบันฯ ที่ขายสุทธิเล็กน้อยเพียง 201 ล้านบาท
ส่วนทางด้านตราสารหนี้ไทย ต่างชาติซื้อสุทธิอีก 2.6 พันล้านบาท และเป็นการซื้อสุทธิทุกวันตลอดเดือน มิ.ย. 62 หนุนให้มียอดซื้อสุทธิสะสมสูงถึง 5.13 หมื่นล้านบาท (mtd) ถือว่าเป็นระดับที่สูงมากเมื่อเที่ยบกับยอดซื้อสุทธิทั้งปี 2561 ที่ 1.3 แสนล้านบาท
ข้อมูลแสดงเงินทุนต่างชาติไหลเข้าออกรายเดือนของแต่ละประเทศในภูมิภาค
 
กลยุทธ์เลือกหุ้นที่มีความได้เปรียบ Valuation โดดเด่นกว่าตลาดฯ SCCC, RS
ฝ่ายวิจัย ASPS ได้มีการปรับลดกำไรบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะกลุ่มปิโตรเคมี และน้ำมัน กดดันให้ประมาณการกำไรสุทธิปี 2562 ลดลงมาอยู่ที่ 1.03 ล้านล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่ 103.32 บาท เติบโต 5.6%YoY หนุนดัชนีเป้าหมายอยู่ที่ 1699 จุด (บนสมมุติฐาน Market Earning Yield Gap 4.28%)
และหากปรียบเทียบ Valuation ของตลาดหุ้นไทยกับตลาดหุ้นอื่นๆในภูมิภาค พบว่ามีความน่าสนใจลดลง ทั้งในมุมของ Expected PE ตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ 16.2 เท่า ระดับใกล้เคียงกับตลาดหุ้นอื่นๆในเอเชีย และยังแพงกว่าตลาดหุ้นจีน 11.2 เท่า และอินโดนีเซีย 15.5 เท่า
 
ส่วนแนวโน้มการเติบโต หรือ EPS Growth 62F เติบโตได้น้อยกว่าหลายๆประเทศในเอเชีย อาทิ อินเดียเติบโต 17.3%, ฟิลิปปินส์ 9.3%, อินโดนีเซีย 8.3%, และจีน 6.9% ขณะที่ไทยเติบโต 5.6%     
สรุปคือ Upside ของตลาดหุ้นไทยที่เริ่มมีจำกัด และ Valuation มีความน่าสนใจลดน้อยลงเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นอื่นๆในภูมิภาค ทำให้เชื่อว่า Fund Flow ที่ไหลเข้ามาเร็วและแรงในตลาดหุ้นไทยช่วงที่ผ่านมา มีโอกาสชะลอลง ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนเน้น “Selective Buy” และเลือกหุ้นที่มี Valuation โดดเด่นกว่าตลาดฯ ดังนี้
RS (Buy: FV@B 22.10) ราคาหุ้นจะถูกขับเคลื่อนด้วย 3 ปัจจัย 1) ธุรกิจกลับมาเติบโตชัดเจน ในส่วนของธุรกิจพาณิชย์หลายช่องทาง (MPC) ที่เริ่มขายสินค้าผ่านช่องไทยรัฐตั้งแต่ช่วงต้น มี.ค. 62 หนุนยอดขายในงวด 2Q62 มีโอกาสทำสถิติสูงสุดใหม่  2) มาตราการช่วยเหลือจากทางภาครัฐ หนุนให้ค่าตัดจำหน่ายและดอกเบี้ยจากใบอนุญาตปี 2562 ลดลงกว่า 74 ล้านบาท 3) การประกาศลดทุนจากหุ้นซื้อคืน (จำนวน 43.27 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 4.26% ของทุนจดทะเบียน) ส่งผลให้ EPS’62F เพิ่มขึ้นราว 4% ด้วยปัจจัยบวกทั้งหมดทั้งมวล หนุนกำไรปี 2562 อยู่ที่ 787 ล้านบาท เติบโตสูงถึง 53% และมีราคาเหมาะสมอยู่ที่ 22.10 บาท (ยังไม่รวม Upside จากมาตราการช่วยเหลือและการลดทุน โดยประเมินว่าจะทำให้มูลค่าหุ้นเพิ่มขึ้นอีก 1.30 บาท มาอยู่ที่ 23.4 บาท) ขณะที่ราคาปัจจุบันมี Upside เปิดกว้างกว่า 33% อีกทั้งยัง laggard หุ้นทีวีดิจิตอล จึงถือเป็นโอกาสดีในการเข้าลงทุน
SCCC (Buy: FV@B 269) หากไม่รวมรายการค่าใช้จ่ายตาม พ.ร.บ. แรงงานฉบับใหม่ ที่จะบันทึกในงวด 2Q62 พบว่า กำไรยังเติบโตต่อเนื่องตามแนวโน้มความต้องการใช้และราคาปูนซีเมนต์ในประเทศที่ฟื้นตัว ขณะเดียวกันยังได้เก็บเกี่ยวผลตอบแทนจากโครงการที่ลงทุนในตลาดต่างประเทศในช่วงก่อนหน้าได้เต็มที่ รวมถึงประเด็นสงครามการค้ากดดันราคาถ่านหินให้ปรับตัวลงราว 28%(ytd) ได้หนุนต้นทุนการผลิตต่ำลง ถือเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำกำไรและเป็นปัจจัยบวกหนุนภาพรวมธุรกิจ ยังคงคำแนะนำซื้อ ราคาหุ้นมี Upside 18% เติบโตสูงถึง 26% ต่อปี 
หุ้น Top picks
 
ภรณี ทองเย็น, CISA 
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน, ปัจจัยทางเทคนิค
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 004146
เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม, 
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน, ปัจจัยทางเทคนิค
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 004132
ภราดร เตียรณปราโมทย์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 075365
 ฐกฤต ชาติเชิดศักดิ์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 087636
เจิดจรัส แก้วเกื้อ
   ผู้ช่วยนักวิเคราะห์
วรรณพฤกษ์ โกมลวิทยาธร
ผู้ช่วยนักเศรษฐศาสตร์
ภวัต ภัทราพงศ์
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์เชิงปริมาณ