WORLD4  Thailand

หมวดหมู่: บทวิเคราะห์

DBSบล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส : บทวิเคราะห์ตลาดหุ้นรายวัน

“ราคาน้ำมันร่วงแรง สถานการณ์ฮ่องกงรุนแรงขึ้น”
• หุ้นที่เปลี่ยนคำแนะนำทางปัจจัยพื้นฐานวันนี้ : --
ภาวะตลาดและปัจจัย : SET วานนี้เพิ่มเล็กน้อย +0.70 จุด ปิดที่ 1671.11 จุด มูลค่าการซื้อขายน้อยลงที่ 44.2 พันล้านบาท ดัชนีฯบ้านเราปรับขึ้นดีกว่าเพื่อนบ้านที่ส่วนใหญ่ปรับลง ปัจจัยต่างประเทศหมองลงจากความกังวลสงครามการค้าที่สหัฐอาจเก็บภาษีจีนเพิ่ม และความเห็นด้านราคาน้ำมันจากซาอุและรัสเซียที่ต่ำกว่า 40 เหรียญ/บาร์เรลล์ แต่มีแรงหนุนจากการฟอร์มทีมคณะรัฐมนตรีเสร็จ ผู้ซื้อสุทธิคือคือ ต่างชาติ และโบรกเกอร์ ผู้ขายสุทธิคือ รายย่อยและสถาบัน ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันต่างชาติเป็นซื้อสุทธิเพิ่มขึ้นชัดเจนที่ 10.6 พันล้านบาท ด้านแนวโน้มตลาดและกลยุทธ์วันนี้คือ
# ระยะสั้นคาด SET ผันผวนสูง ราคาน้ำมันที่ร่วงแรง อาจฉุดหุ้นกลุ่มพลังงาน และสงครามการค้าจีน-สหรัฐ ยังคอยรบกวน การประท้วงที่ฮ่องกงเรื่องการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนรุนแรงขึ้นเช้านี้ตลาดหุ้นเพื่อนบ้านส่วนใหญ่ปรับตัวลง
# แต่แรงค้ำจุนดัชนีฯคือ แม้เฟดจะยังไม่ปรับลดดอกเบี้ยในการประชุมเดือนนี้ แต่หลังจากนั้นมีโอกาสที่จะปรับลด CPI สหรัฐออกมาอ่อน ส่วนการฟอร์มทีมครม.รัฐบาลไทยคืบหน้า ข้อดีคือดำเนินนโยบายเศรษฐกิจต่อจากเดิม เช่น EEC (แต่ยังต้องติดตามจุดอ่อนจากเสียงปริ่มน้ำและเศรษฐกิจกดดัน) รวมทั้งแรงซื้อหุ้นจากต่างชาติ เงินบาทแข็งค่ามาก มีการเก็งกำไรหุ้นเข้า-ออก SET50-100 ที่จะประกาศสัปดาห์หน้า
# ติดตาม รมว.คลังสหรัฐพบจีน G20 28-29 มิ.ย.62 การเกิด Window Dressing รวมทั้งโอเปกและรัสเซียจะลดกำลังการผลิตน้ำมัน มีประชุม 3-4 ก.ค.62 จะมีผลกับราคาน้ำมันดิบ ส่วนเช้านี้ดาวโจนส์ล่วงหน้าและตลาดน้ำมันล่วงหน้ากลับปรับตัวเพิ่มขึ้นได้
# กลยุทธ์ คือ หากจะเก็งกำไรเน้นหุ้นทำธุรกิจในประเทศ (Domestic Play) มากกว่าส่งออก เลี่ยงสงครามการค้า บาทแข็งเป็นลบกับส่งออก น้ำมันปรับลดกลับส่งผลดีกับหลักทรัพย์กลุ่มขนส่ง-สายการบิน และกลุ่มโรงพยาบาลได้ประโยชน์จากกรณีป่วยไข้หวัดใหญ่เพิ่มถึง 207% y-o-y ใน 2Q62 รวมทั้งเก็งกำไรหุ้นเข้า-ออก SET 50-100 คาดประกาศสัปดาห์หน้า แนะนำกลุ่ม Defensive คือ ADVANC,BEM,BTS,CPALL,GFPT,RJH กลุ่มการลงทุนในประเทศ คือ AMATA,CK,STEC,WHA และปันผลสูงคือKKP,TISCO,DIF,DREIT,HREIT Dark Hourse คือ MTC,TASCO,MINT แนวต้านหากมีเก็งกำไรเป็น 1680-1690 จุด ต่ำกว่า 1640 เป็นจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) แนวรับเป็น1610,1580 จุด อย่างไรก็ตามภาพตลาดโดนผลลบจากสงครามการค้า สร้างความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจโลกและไทยยังคอยบั่นทอน SET จึงยังวางใจไม่ได้ในระยะกลาง-ยาว
# Stock Pick Today : BJC แม้คาดว่ากำไร 2Q62 จะอ่อนลง เทียบกับ y-o-y และ q-o-q ผลพวงจากการบันทึกสำรองผลประโยชน์พนักงาน ที่ทำงานนาน 20 ปี แต่คาดว่า 2H62 กำไรจะกลับมาดีขึ้นเพราะสัดส่วนค่าใช้จ่ายขาย-บริหารเทียบกับรายได้กลับปกติ การขยายสาขา ประโยชน์จาก economy of scale และการฟื้นตัวของธุรกิจในส่วนบรรจุภัณฑ์ หลังสูญเสียลูกค้ารายใหญ่ไป 1 รายคือ กลุ่มคาราบาว ขณะนี้ก็ได้ลูกค้าใหม่มาชดเชยแล้วอยู่ในกลุ่มน้ำผลไม้ แนะนำ ซื้อ ด้วยราคาพื้นฐาน 60.00 บาท ซึ่งประเมินด้วยวิธี DCF มีส่วนเพิ่มได้อีก 22%

การวิเคราะห์ทางเทคนิค : ระยะสั้น สัญญาณ Candlestick & Indicators เป็นบวก แบบพร้อมเปลี่ยนเป็นลบตามมา {“ปิดบวก”เหนือ“SMA10วัน”ต่อ (แต่ติด“แนวต้านสำคัญ” และยังถูกกดดันจาก“โครงสร้างขาลง – ระยะกลาง”)} ชี้ความน่าจะเป็นของตลาดฯวันนี้“แกว่ง”แบบมีรีบาวด์ฯสั้นๆก่อน(แล้วจึงลงต่ำ,ตามมา)ได้ แนวต้าน 1680 (หรือ 1690) จุด {แนวตัดขาดทุน “ต่ำกว่า 1645” จุด}
สำหรับหุ้นที่มีโอกาสทำ New High เข้ามาใหม่คือ TOA,RATCH,MINT,AUCT หุ้นที่ยังอยู่ใน List คือTU,,AMATA,SISB,MBK,PTL,KKP,TPOLY,TPIPP,M,AH หุ้นที่หลุด List ไม่มี ส่วนหุ้นที่อยู่ในพื้นที่ Take Profit คือ STEC,TCAP,GLOBAL Thailand Research Team : reseach-th.dbs.com

Inside Story
Key Drivers TODAY : ปัจจัยต่างประเทศ / ปัจจัยในประเทศ
Industry Focus : กลุ่มโรงพยาบาล
In The News : DRT (ซื้อ -ราคาพื้นฐาน 6.50)

ข่าวเด่นวันนี้
Key Drivers TODAY
ปัจจัยต่างประเทศ
-สหรัฐ: หุ้นกลุ่มธนาคารปรับลง สะท้อนแนวโน้มเฟดลดดอกเบี้ย CPI ปรับขึ้นน้อย
# หุ้นกลุ่มธนาคารซึ่งต้องพึ่งพารายได้จากอัตราดอกเบี้ยนั้น ปรับตัวลง ท่ามกลางการคาดการณ์ที่ว่า เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ หลังจากกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ขยับขึ้นเพียง 0.1% ในเดือนพ.ค.

+ สหรัฐ: ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
# กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เพิ่มขึ้นเพียง 0.1% ในเดือนพ.ค. เมื่อเทียบรายเดือนสอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ หลังจากเพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนเม.ย. โดยดัชนี CPI เดือนพ.ค.ได้แรงหนุนจากการดีดตัวขึ้นของราคาอาหาร แต่ถูกกดดันจากการร่วงลงของราคาน้ำมัน เมื่อเทียบรายปี ดัชนี CPI เพิ่มขึ้น 1.8% ในเดือนพ.ค. ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 1.9% หลังจากเพิ่มขึ้น 1.9% ในเดือนเม.ย.
# หากไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน ดัชนี CPI พื้นฐานขยับขึ้น 0.1% ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 4 เมื่อเทียบรายเดือนสำหรับเทียบรายปี ดัชนี CPI พื้นฐานปรับตัวขึ้น 2.0% หลังจากเพิ่มขึ้น 2.1% ในเดือนเม.ย.

-ฮ่องกง: ผู้ประท้วงบีบผู้บริหารฮ่องกง เลื่อนก.ม.ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน
# ผู้ประท้วงหลายหมื่นคนเข้าล้อมรัฐสภาฮ่องกงเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ทำให้ผู้บริหารฮ่องกงต้องเลื่อนอภิปรายกฎหมายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนเป็นรอบที่สอง อย่างไรก็ดีผู้ประท้วงยืนยันจะชุมนุมจนกว่าผู้บริหารฮ่องกงจะยกเลิกกฎหมายฉบับนี้ ตำรวจยิงกระสุนยางและแก๊สน้ำตาใส่ผู้ชุมนุมหลังมีคนปาขวดน้ำและใช้ร่มแทง (ข่าวหุ้น)

-/+ สหรัฐ: ประธานาธิบดีทรัมป์ยังตั้งเงื่อนไขเก็บภาษีจากจีนเพิ่ม เน้นไปที่ผลประชุม G20
# มีความกังวลเกี่ยวกับสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน โดยปธน.ทรัมป์ได้กล่าวในระหว่างการสัมภาษณ์กับรายการ"Squawk Box" ของสำนักข่าว CNBC เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า หากปธน.สี จิ้นผิง ไม่เข้าร่วมการประชุมสุดยอด G20 ในเดือนนี้ สหรัฐก็จะเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมต่อสินค้านำเข้าจากจีน นอกจากนี้ ปธน.ทรัมป์ยังขู่ว่า สหรัฐจะเก็บภาษีต่อสินค้านำเข้าจากจีนอีก 3 แสนล้านดอลลาร์ หากสหรัฐไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกับจีนในไม่ช้า
# ก่อนหน้านี้ มีการคาดการณ์กันว่า ปธน.ทรัมป์ และปธน.สี จิ้นผิง จะพบปะกันนอกรอบการประชุมสุดยอดของกลุ่ม G20ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 28-29 มิ.ย. เพื่อเจรจาแก้ไขความขัดแย้งทางการค้า

+ การประชุมเฟด: ติดตามว่าจะมีแนวโน้มปรับลดดอกเบี้ยหรือไม่
# นักลงทุนยังจับตาการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันที่ 18-19 มิ.ย.นี้ คาดยังไม่ปรับลดในครั้งนี้ ขณะที่FedWatch ซึ่งเป็นเครื่องมือวิเคราะห์ภาวะการซื้อขายสัญญาฟิวเจอร์อัตราดอกเบี้ยสหรัฐของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนคาดการณ์ว่า มีโอกาส 79% ที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างเร็วที่สุดในเดือนก.ค. และมีโอกาส 90% ที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนก.ย. และโอกาสมากกว่า 80% ที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือนธ.ค.

- ตลาดหุ้นสหรัฐ : ดาวโจนส์ปรับลง หุ้นกลุ่มธนาคารและพลังงานกดดัชนี
# ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 26,004.83 จุด ลดลง 43.68 จุด หรือ -0.17% ขณะที่ดัชนี Nasdaq ปิดที่7,792.72 จุด ลดลง 29.85 จุด หรือ -0.38% และดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,879.84 จุด ลดลง 5.88 จุด หรือ -0.20%
# ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (12 มิ.ย.) เนื่องจากหุ้นกลุ่มธนาคารร่วงลง ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ หลังจากสหรัฐเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อที่อ่อนแอ ขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงานร่วงลงหลังจากราคาน้ำมัน WTI ดิ่งลงอย่างหนัก นอกจากนี้ นักลงทุนยังระมัดระวังการซื้อขายในขณะที่ข้อพิพาทการค้าระหว่างสหรัฐและจีนยังไม่มีแนวโน้มคลี่คลาย

- ภาวะตลาดน้ำมัน : WTI ปรับลงแรง สต็อกน้ำมันสหรัฐพุ่ง
# สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนก.ค. ร่วงลง 2.13 ดอลลาร์ หรือ 4% ปิดที่ 51.14 ดอลลาร์/บาร์เรล
# สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนส.ค. ดิ่งลง 2.32 ดอลลาร์ หรือ 3.7% ปิดที่ 59.97 ดอลลาร์/บาร์เรล
# สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลง 4% เมื่อคืนนี้ (12 มิ.ย.) หลังจากสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) รายงานว่า สต็อกน้ำมันดิบพุ่งขึ้นกว่า 2 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งสวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลง นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากความกังวลที่ว่า ข้อพิพาทการค้าระหว่างสหรัฐและจีนอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและความต้องการใช้น้ำมัน
# ซาอุดีอาระเบียและรัสเซียได้ออกมาแสดงความกังวลว่า ความต้องการน้ำมันดิบที่ลดลง อาจส่งผลให้ราคาร่วงต่ำกว่า40 ดอลลาร์/บาร์เรล โดยนายอเล็กซานเดอร์ โนวัค รัฐมนตรีพลังงานรัสเซีย เตือนว่า มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะอุปทานล้นตลาด แม้รัสเซียดำเนินการตามข้อตกลงโอเปกก็ตาม

- ภาวะตลาดทองคำนิวยอร์ก : ปรับขึ้น เข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัย หลังตลาดหุ้นอ่อนลง
# สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนส.ค. เพิ่มขึ้น 5.60 ดอลลาร์ หรือ 0.4% ปิดที่1,336.80 ดอลลาร์/ออนซ์
# สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (12 มิ.ย.) เนื่องจากนักลงทุนเข้าซื้อสัญญาทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ปลอดภัย หลังจากตลาดหุ้นสหรัฐอ่อนแรงลง นอกจากนี้สถานการณ์ตึงเครียดด้านการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ยังเป็นอีกปัจจัยที่กระตุ้นให้นักลงทุนเข้าซื้อทองคำเช่นกัน

• ติดตามตัวเลขเศรษฐกิจที่จะประกาศต่อไป
# สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐที่มีกำหนดเปิดเผยในสัปดาห์นี้ได้แก่ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์,ราคานำเข้าและราคาส่งออกเดือนพ.ค., ยอดค้าปลีกเดือนพ.ค., การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนพ.ค., สต็อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจเดือนเม.ย. และความเชื่อมั่นผู้บริโภคขั้นต้นเดือนมิ.ย.

ปัจจัยในประเทศและข่าวหลักทรัพย์
-/+ ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกปรับลง หลักทรัพย์ได้ประโยชน์-เสียประโยชน์
# หลักทรัพย์ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับน้ำมัน ปิโตรเคมี และโรงกลั่นน้ำมันที่ได้รับผล sentiment ด้านลบคือ PTT, PTTEP,PTTGC, TOP, ESSO, IRPC, BCP, SPRC แต่กลับเป็นบวกกับหลักทรัพย์ที่อิงน้ำมันเป็นวัตถุดิบเช่น TASCO, EPG และเป็นบวกกับหลักทรัพย์ขนส่งที่ใช้น้ำมันเป็นต้นทุนจะประหยัดได้มากขึ้นเช่น AAV, BA, THAI และ NOK

 

+ เศรษฐกิจไทย: ผู้ประกอบการธนาคารไทยมองดี เมื่อได้รัฐบาลใหม่มาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ
# นายแบงก์ หวังตั้งรัฐบาลใหม่เสร็จเร็ว ช่วยหนุนการลงทุนและสานต่อนโยบาย ยันคงเป้าหมายสินเชื่อแม้ความเสี่ยงเพิ่ม
ขึ้น หวังไตรมาส 3-4 กระเตื้องขึ้น
# กรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย และประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า ธนาคารยังคงแผนธุรกิจไว้ในปีนี้ แม้
เศรษฐกิจไทยจะชะลอตัว จากความเสี่ยงสงครามการค้า ทำให้การส่งออกของไทยได้รับผลกระทบ และปัจจัยในประเทศ
การจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า โดยสินเชื่อธนาคารกสิกรไทยยังเติบโตได้ คาดทั้งปียังเติบโต 5-7% ซึ่งเชื่อว่าครึ่งปีหลังยังมีหลาย
ปัจจัยที่ต้องติดตามและระมัดระวัง แต่เชื่อว่าหากรัฐบาลใหม่เข้ามา จะมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ จะส่งผลดีต่อการเบิกจ่ายลงทุน ตามโครงการลงทุนขนาดใหญ่ต่างๆ รวมทั้งความเชื่อมั่น จะทำให้สินเชื่อได้รับอานิสงส์ตามไปด้วย

+ มีการเก็งรายชื่อทีมคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ผลักดันบริหารประเทศและเดินหน้าเศรษฐกิจไทย
# รองนายกฯได้แก่ จุรินทร์ ลักษณวิสิษฏ์ ประวิตร วงษ์สุวรรณ อนุทิน ชาญวีรกุล วิษณุ เครืองาม และดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์
# รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจสำคัญคือ กระทรวงการคลัง-ดร.อุตตมะ สาวยานนท์ กระทรวงพาณิชย์- จุรินทร์ ลักษณวิสิษฏ์ กระทรวงคมนาคม-ศักดิ์สยาม ชิดชอบ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์-เฉลิมชัย ศรีอ่อน
# ผลกระทบ: หากจริง ถือว่าไม่พลิกโผ ข้อสังเกตคือ แม้คุณ อนุทิน จะไปเป็นรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข ก็น่าจะไปผลักดันเรื่องกัญชา ตามที่พรรคภูมิใจไทยได้หาเสียงไว้ แต่คุณศักดิ์สยาม ชิดชอบ ซึ่งมาจากพรรคภูมิใจไทย ก็ยังได้ดูแลกระทรวงคมนาคม ส่วนรองนายกฯก็ได้จัดสรรให้รับผิดชอบแตกต่างกันคือ คุณประวิตรเน้นรักษาความปลอดภัยของประเทศ (การทหาร) หรือกลาโหม ดร.สมคิด ดูแลด้านเศรษฐกิจ ส่วนกระทรวงเกษตรก็ได้คุณ เฉลิมชัย ซึ่งมาจากพรรคประชาธิปัตย์ ตามข้อตกลงก่อนหน้า

+/- มีการเก็งกำไร บริษัทเข้า-ออก SET50, SET100 รอบใหม่ SET ประกาศราว 19 มิ.ย.62
# การประกาศรายชื่อ SET50, SET100 รอบใหม่ (ใช้ 1 ก.ค.-31 ธ.ค.62) ซึ่งปีที่แล้วประกาศในวันที่ 19 มิ.ย.61 หุ้นที่คาดว่าจะเข้า SET50 คือ OSP, SAWAD, VGI ส่วนหุ้นออกเป็น SPRC, CENTEL, KKP ส่วนหุ้นที่คาดว่าจะเข้า SET100 เป็นOSP, JAS, S, SCCC, BLA, TPIPL, JMT, THG, BA, VGI หุ้นออก ได้แก่ WORK, ANAN, PSL, TKN, TPIPP, SUPER,BLAND, GOLD, WHAUP, PRM

+ หุ้นเข้า FTSE Re-balancing รอบมิ.ย.62 เริ่มมีผล 24 มิ.ย. 62
+ ตลาดประกาศ FTSE Re-balancing รอบมิ.ย.62 มีหุ้นเข้า Mid cap index คือ TFFIF, EGATIF, COM7 เข้า FTSE SETShariah Index คือ TFFIF, DCC. STPI, SPRIME มีผลตั้งแต่ 24 มิ.ย.62

+ อัตราดอกเบี้ยต่ำและการคิดภาษีกองทุนตราสารหนี้ 15% ทำให้หลักทรัพย์ปันผลสูงได้ประโยชน์
# หลักทรัพย์กอง REITs และกองทุนสาธารณูปโภค (IFFs) ปันผลสูง ที่แนะนำ ซื้อ คือ DIF,JASIF,DREIT,AIMIRT
# หลักทรัพย์จ่ายปันผลสูงที่แนะนำ ซื้อ คือ KKP,TISCO,PTTGC,TOP,TASCO
# หลักทรัพย์อสังหาฯที่ไทยอาจลดดอกเบี้ยตาม FED ปันผลสูงแนะนำ ซื้อ คือ SENA,LALIN,QH,OR,SC,ANAN,PF,ROJNA
# หลักทรัพย์มีกำไรพิเศษจากการขายสินทรัพย์ และมีแนวโน้มจ่ายปันผลสูงแนะนำ ซื้อ คือ BTS, NOBLE,JAS (notrated) และ UV (not rated)

นักวิเคราะห์&กลยุทธ์ : สมบัติ เอกวรรณพัฒนา : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.